Short-Story








(ต่อจากตอนที่แล้ว)






ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!

สิ้นเสียงปืน เจนตกไปในคูน้ำตื้นข้างสวน ในขณะที่เธอวิ่งเข้าไปเพื่อจะช่วยออนชและอองญีนั้นมีทหารนายหนึ่งเห็น และพุ่งเข้ามาเอาพานท้ายปืนกระแทกที่ท้องของเจน เธอจึงเซถลาตกลงไปในคูน้ำ และสลบไป ผมเห็นออนชโดนยิงเข้าที่หัวด้วยสามนัด ส่วนอองญีสะบัดตัววิ่งออกจากวงล้อมทหารเมื่อเห็นเจนวิ่งเข้าไป แต่โดนทหารคนหนึ่งใช้ดาบยาวอย่างตาบโบราณที่ทั้งหนาและหนักฟันเข้าที่หัว ผมเห็นสภาพศพของอองญีตอนนั้นยังติดตามาถึงทุกวันนี้ หัวของอองญีเกือบแบ่งเป็นสองซีกด้านนึงถูกแรงฟันของดาบทำให้แยกออกจากหัวอีกด้านหนึ่ง แบ่ะลงมาเกือบชิดกับหัวไหล่ ...


พระเจ้าช่วย!!! ส่วนผม ตอนนี้ถูกทหารเขมรแดงพวกนั้นพบแล้ว ผมเผลอรุดตัวออกมาจากพงหญ้าเพื่อจะคว้าตัวเจนไว้แต่ไม่ทัน และเมื่อผมหันกลับไปหาสตีฟ สตีฟไม่อยู่ด้านหลังผมแล้ว

หลังจากเหตุการณ์นั้นพวกเราสองคนโดนจับเป็นเชลย นำไปขังไว้ที่คุกตูลแสลง ระหว่างทางที่ไปยังคุกนั้นผมเห็นเจนมีเลือดออกอย่างมากมายที่หว่างขาของเธอ ผมไม่ทราบว่าเธอเป็นอะไร ไม่นานนักเราก็ถึงคุกตูลแสลง
แล้วพวกทหารพาผมและเจนลงไปยังลานกลางของที่นั้น เจนสลบอยู่และมีแพทย์ทหารเข้ามาตรวจอาการและพวกนั้นก็พาเธอแยกจากผมไป

ผมถูกขังอยู่ในคุกตูลแสลง โดยถูกขังเดี่ยวอยู่ในห้อง ผ่านไปกี่วันไม่รู้ได้เพราะมืดไปหมดมองไม่เห็นแม้กระทั่งแสงอาทิตย์ เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ และแล้วประตูก็ถูกเปิดออก

ผมขยี้ตาแรงเนื่องจากแสงอาทิตย์เสียบเข้าไปอย่างจัง เมื่อปรับสายตาเข้าที่ได้แล้ว ผมมองออกไปทางประตูเห็นทหารนายหนึ่งและ...

"พอลล์!!! โอ้พระเจ้า คุณมาจริงๆ " ผมโถมกอดเข้าหาพอลล์และร้องไห้

หลังจากนั้นพวกของเราที่แคมป์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศก็พาผมออกมาจากคุกนั้นพร้อมกับเจน ผมเห็นสตีฟมาด้วย และเพิ่งเข้าใจว่าสตีฟหายไปไหนที่แท้เขานี่เองที่ไปตามคนมาช่วยพวกเรา

เจนมีท่าทางไม่ต่างจากผมมากนัก อิดโรยและสีหน้าตรึงเครียด ผมมาทราบทีหลังว่าพวกเราทั้งสองคนได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐร่วมมือกับสหประชาชาติในการช่วยเหลือผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ตกเป็นเชลยของเขมรแดง ผมไม่ทราบว่าทำไมเขมรแดงถึงยอม แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ผมเป็นอิสระแล้ว นอกจากผมและเจนยังมีเพื่อนผู้สื่อข่าวอีกหลายคนที่ได้รับการปลดปล่อยออกมาในครั้งนี้ด้วย

นอกจากความแปลกใจจากการรอดชีวิตของตัวเองแล้วมีสิ่งหนึ่งที่ผมแปลกใจมากเมื่อทราบว่าเจนตั้งครรภ์ จากเหตุการณ์วันนั้นวันที่เราโดนจับมา ออนชและอองญีตาย เจนวิ่งเช้าไปช่วยและถูกทำร้าย เธอตกเลือดแต่ปาฏิหารย์ที่เด็กในท้องไม่เสียชีวิตไป ซึ่งเด็กในท้องของเจนก็คือลูกที่เกิดกับผมนั่นเอง ... ซึ่งผมไม่รู้มาก่อนและเธอก็ไม่รู้เช่นเดียวจนเกิดเหตุการณ์วันนั้นขึ้นมา ...

หลังจากนั้นพวกเราถูกส่งกลับประเทศด้วยความช่วยเหลือของรัฐบาล

6 ปีต่อมา ...
เมื่อกลับมาถึงอเมริกา ผมกับเจนแต่งงานกันและต่อมาเจนก็ได้ให้กำเนิดบุตรสาว ผมตั้งชื่อเธอว่า "คาเดีย" ผมตัดคำมาจากชื่อของประเทศกัมพูชา(Cambodia) ซึ่งนับจากปีนั้นถึงตอนนี้อายุของเธอก็ย่างเข้า 5 ขวบแล้ว คาเดียเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก ทุกคนในครอบครัวรักคาเดีย แต่ที่น่าแปลกคือตั้งแต่เธอเกิดมานั้น คาเดียไม่เคยพูด และผมก็ไม่เคยได้ยินเสียงของคาเดียเลยแม้แต่รอยยิ้มก็ตามที ทำไม .... ผมเคยถามตัวเองว่าทำไมลูกไม่พูดและไม่ยิ้มแย้มร่าเริงเหมือนลูกคนอื่น แต่อย่างไรผมก็รักเธอ

ครั้งนึงผมพบคาเดียอยู่ในห้องมืดชั้นใต้ดินของบ้านที่ผมแบ่งไว้สำหรับล้างฟิล์มและทำงานเกี่ยวกับภาพถ่ายของผม ผมพบเธอยืนตัวแข็งเหมือนหิน มองภาพถ่ายในอัลบั้มเก่าที่ฝุ่นจับหนาซึ่งผมวางไว้ในลิ้นชักด้านในสุด ผมรีบพาเธอขึ้นไปบนชั้นบนของบ้านทันทีเนื่องจากสงสัยว่าคาเดียลงมาได้อย่างไร และเมื่อผมกลับลงมาเพื่อเก็บอัลบั้มนั้น ผมตกใจมากเมื่อเห็นภาพในอัลบั้มที่เธอเปิดทิ้งไว้

มันเป็นภาพใบหน้าของออนช กำลังแสดงสีหน้าร้องขอชีวิต ความกลัวตาย ใบหน้าของมนุษย์ที่กำลังจะตาย ใบหน้าของออนชกินเนื้อที่ส่วนใหญ่ของภาพและส่วนที่เหลือเป็นรูปของปลายกระบอกปืน พร้อมด้วยเลือดที่สาดกระจาย ... ผมเก็บฟิล์มของภาพนี้ไว้ได้จากเหตุการณ์วันนั้นและเมื่อโดนจับผมจึงได้นำมันเก็บซ่อนไว้ในกางเกงชั้นในเพื่อไม่ให้ถูกตรวจค้นเจอจากทหารเขมรแดงในคุกตูลแสลง

ผมเก็บภาพนี้ไว้เป็นความลับตลอดมาแม้แต่เจนก็ยังไม่รู้ว่าผมได้เก็บภาพที่แสดงถึงความชั่วร้ายเลวทรามและไร้มโนธรรมอันเกิดจากกิเลสที่ผมได้ถ่ายไว้บนความตายของผู้อื่นซึ่งกำลังจะตายแต่ผมกลับเฉยเมยสนใจแต่ความต้องการชั่วๆของตัวเอง ผมมันสัตว์นรกดีๆนั่นเอง แต่ ... ทำไมคาเดียถึงได้มาเปิดและพบมันเข้า ...

ปี คศ 1982 เจ็ดปีหลังจากสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชาสิ้นสุดลง ผมได้รับเกียรติจากสำนักข่าวรัฐบาลสหรัฐให้ไปยังประเทศกัมพูชา ในฐานะผู้สื่อข่าวสายการเมืองกิตติมศักดิ์ เพื่อไปทำการอบรมและปฐมนิเทศนักข่าวภาคสนามที่กำลังจะเริ่มประจำอยู่ที่ประเทศกัมพูชา โดยการไปในครั้งนี้คือการกลับไปกัมพูชาในรอบเจ็ดปีหลังจากที่ผมและเจนได้จากสมรภูมินั้นมา การไปทำข่าวคราวที่แล้วคือการไปสนามรบ แต่การไปในครั้งนี้เหมือนเราไปพักผ่อน ผมจึงรู้สึกเฉยๆกับการไปเยือนกัมพูชาครั้งนี้ซึ่งผมได้พาเจนและคาเดียไปด้วย

หลังจากจัดการเรื่องงานเรียบร้อย ผมก็ออกตระเวณท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆในกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็น อนุสรณ์สถานรำลึกเอกราช เจดีย์เงิน วัดพนม และที่แห่งความหลังอันโหดร้ายอย่างพิพิธภัณฑ์คุกตูลแสลง ผม เจนและคาเดียสนุกกับการเดินทางพอสมควรเพราะกัมพูชาเปลี่ยนไปมาก แต่เมื่อถึงสถานที่อย่างพิพิธภัณฑ์คุกตูลแสลงแล้วเจนก็ยังอดที่จะหวาดผวาไม่ได้

เราเดินทางต่อมายัง อนุสรณ์เจืองเอ็ก Choeung Ek Memorial (The Killing Filed) อนุสรณ์เจืองเอ็กเป็นที่เก็บหัวกะโหลกของเหยื่อสังหารหลายพันคนของเขมรแดง เป็นที่แสดงถึงความโหดร้ายและระลึกถึงผู้เสียชีวิต ผมกับเจนพาคาเดียลงไปดูสถานที่แห่งนี้ ในทีแรกคิดว่าคาเดียจะกลัวหัวกะโหลกผีแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น คาเดียเดินดูบริเวณรอบๆด้วยสีหน้าปกติของเธอ จนถึงบัดนี้คาเดียก็ยังพูดไม่ได้ ยิ้มก็ยังไม่เคยยิ้มกับพ่อแม่สักครั้ง ผมเห็นเธอมองตรงไปที่กลุ่มของหัวกระโหลกบนชั้นวางและเดินเข้าไปหากระโหลกเหล่านั้น คาเดียเอื้อมมือเข้าไปกำลังจะหยิบกระโหลก ผมเห็นภาพนั้นแปลกดีจึงจับกล้องขึ้นมาซูมเข้าไปเตรียมถ่ายเก็บไว้ ภายในเลนส์ที่มองผ่าน ผมเห็นคาเดียจับไปที่หัวกะโหลกใบหนึ่ง ที่หัวกะโหลกนั้นมีรูใหญ่สามรูปรากฏอยู่ที่ด้านบนค่อนไปทางหลัง แล้วคาเดียก็จับรวบมันมาไว้ที่บริเวณแก้มของเธอ

ในช่องเลนส์นั้นผมถึงกับสะท้านเมื่อเห็นคาเดียกำลังซุกไซ้บ่ายแก้มของเธอกับกะโหลกใบนั้นพร้อมกับร้องเสียงดัง

" ฮือออออออออออออ แม่จ๋าาา แม่จ๋าา ฮืออออ ฮืออออ "
เป็นครั้งแรกที่คาเดียส่งเสียงออกมา เสียงร้องไห้และคำพูดที่น่าแปลกของเธอทำเอาผมตกใจจนต้องละสายตาออกจากช่องเลนส์

คาเดียหันมาทางผมแต่ยังไม่ละแก้มออกจากกะโหลกใบนั้น น้ำตาที่อาบแก้มไหลลงไปยังช่องตาของกะโหลกราวกับว่าคาเดียและกะโหลกผีนั้นร้องไห้ร่วมกันอยู่

พลันสายตาดุดันของเด็กหญิงที่เกือบจะเป็นสีแดงก็หันมามองที่ผม

ผมแทบไม่เชื่อสายตาว่านั่นคือคาเดีย



" ไอ้สารเลว มึงไม่ยอมช่วยแม่กู ไอ้สารเลว กูจะตามจองล้างจองผลาญมึงไปชั่วกัปชั่วกัลป์ "



สิ้นเสียงของคาเดีย ผมมองไปที่รูโบ๋สามรูที่หัวกะโหลกใบนั้นและมองสวนไปที่ดวงตาแดงก่ำของเด็กหญิง



ทั้งสรรพกายแข็งค้าง



สัญชาตญาณผุดความทรงจำที่ไม่เคยลืมเลือน




อองญี !!!








ความเอื้ออาทรจากน้ำใจไมตรี มิตรภาพ รอยยิ้มที่หาได้ไม่ยากเย็นในสังคมไทย
กำลังจะจางหายไปแล้วหรือ ...



กุญชรเป็นนักออกแบบศิลปะคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ทำงานอย่างอิสระไม่ขึ้นอยู่กับหน่วยงานใด อันที่จริงแล้วเขาเคยทำงานให้กับบริษัทหลายบริษัท แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ใจไม่อยู่กับองค์กรนั้น จึงตัดสินใจออกมาทำงานหาเงินให้ตัวเอง อย่างไม่มีเหตุผลใดอื่น

ด้วยความเป็นลูกคนหัวปลีของบ้านข้าราชการชั้นประทวน และถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่อบอุ่น กุญชรจึงรักพ่อแม่และน้องชายของเขามาก ครั้นเมื่อศึกษาจบจากคณะนิเทศศิลป์จากสถาบันอุดมศึกษา กุญชรก็รีบออกหางานทำและได้งานโดยไม่ยาก เพราะเขาเป็นคนฝีมือดีทั้งยังเป็นคนมีอัธยาศัย มนุษยสัมพันธ์ดีและอ่อนน้อมถ่อมตน เมื่อทำงานไปได้สักระยะหนึ่ง ความคิดเติบโตขึ้น เขาจึงยอมรับไม่ได้กับการเดินตามทางที่นายจ้างขีดไว้ กุญชรไม่ได้มีปัญหาอะไรกับองค์กร แต่ลาออกเอง ลาออกเพื่อมาทำความฝันและหารายได้จุนเจือครอบครัว

เมื่อลาออกใหม่ๆมีผู้ใหญ่หลายคนติดต่อถึงกุญชรเพื่อดึงตัวไปทำงานด้วย กุญชรรู้จักคนเยอะ และในขณะที่เขาเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ก็ทำให้ผู้ใหญ่ใคร่รักและเอ็นดู แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ยอมเดินกลับไปยังงานประจำ งานที่ไม่มีอิสระทั้งเวลาและความคิด

กุญชรเริ่มออกหาลูกค้าด้วยตัวเองด้วยความหวังที่ว่าจะต้องทำงานทำเงินเพื่อให้ครอบครัวสบายและพ่อแม่จะได้ลำบากน้อยลง พ่อของเขาซึ่งเป็นทหารได้มอบรถยนต์ซึ่งเป็นรถคันเดียวของบ้านไว้ให้เขาใช้เพื่อการงานจะได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้นนอกจากรถ พ่อยังให้ปืนพกกุญชรไว้ติดตัวอีกหนึ่งกระบอก แล้วสำทับว่าอย่าใจร้อนและวู่วามเมื่อถือเครื่องมือฆ่าคนอย่างปืน ให้พกไว้ในกระเป๋าสะพายกระชับไว้ข้างรักแร้ตลอดเวลา ถ้ายามขับรถให้ปลดกระสุนและเปิดลูกโม่ไว้ตลอด จงใช้ยามจำเป็นและอย่าเล็งปากกระบอกปืนไปยังมนุษย์ สัตว์ หรือสิ่งของใดก็ตามที่ไม่ต้องการจะยิง พ่อย้ำ

เมื่อมียานพาหนะ การทำงานและประสานงานกับลูกค้าจึงดีขึ้นตามลำดับ ลูกค้าที่ต้องการให้กุญชรทำงานให้มีอยู่ทั่วทุกมุมเมือง กุญชรตระเวณออกติดต่องาน ครั้นเมื่อกลับมาถึงบ้านก็ทำงานอย่างหนัก เขาทำเพราะความรักในการงานและดีใจเมื่อรู้สึกว่าตนเป็นกำลังหลักของครอบครัวและทุกอย่างไปได้ดี

กุญชรเป็นคนมองโลกในแง่ดี เขาไม่เคยมีปัญหากับใคร และเขามักจะคิดและเชื่อว่าทุกคนในสังคมจะมองโลกในแง่ดี และปฏิบัติต่อกันและกันอย่างรอมชอมและมีน้ำจิตน้ำใจอย่างที่เขาทำให้แก่คนอื่น กุญชรคิดแบบนี้เสมอมา และทำให้ชีวิตของเขาและครอบครัวไม่พบกับความยากลำบากและกังวลจิตใจ

ใกล้ส่งท้ายปีเก่า งานของกุญชรมีเข้ามามากจนรับและทำส่งลูกค้าไม่ทัน วันนี้เขาจะไปรับมัดจำครึ่งแรกจากบริษัทแห่งหนึ่งย่านปิ่นเกล้า จำนวนเงินที่จะได้รับวันนี้มากพอสมควรและเขาขอรับเป็นเงินสดเพื่อจะนำไปให้แม่ได้ดีใจและเหมือนเป็นของขวัญปีใหม่กลายๆ กุญชรออกจากบ้านแต่เช้าใช้เส้นทางด้านหลังไปทางบางบัวทอง เขาขับรถอย่างอารมณ์ดี

เมื่อขับรถไปได้สักระยะหนึ่งถึงทางซึ่งเป็นทางรถสองช่องทางและเนื่องจากถนนสายนี้มีรถบรรทุกหนักขนาดใหญ่วิ่งสัญจรไปมามาก การที่รถใหญ่กับรถเล็กจะวิ่งสวนกันอย่างน่าหวาดเสียวจึงถือเป็นเรื่องปกติ กุญชรขับรถไปจนถึงจังหวะหนึ่งที่มีรถบรรทุกวิ่งนำหน้าอยู่ในเลนส์เดียวกับเขา กุญชรจึงเปิดไฟแซงออกด้านข้าง เมื่อพ้นหัวรถบรรทุกพบกับรถปิกอัพคันหนึ่งนำหน้าอยู่ จึงต้องเร่งความเร็วเพื่อแซงให้พ้น เพราะขณะนี้รถของเขาอยู่อีกช่องทางหนึ่งซึ่งเป็นด้านตรงข้ามและด้านหน้ากำลังมีรถบรรทุกกำลังวิ่งตรงมาทางเขา กุญชรเริ่มรู้สึกว่าเร่งความเร็วอย่างไรก็ไม่พ้นรถปิกอัพคันทางซ้ายนี้ไม่พ้นสักที จึงได้รู้ว่าเจ้าของรถด้านข้างไม่ยอมให้เขาเข้ามาในเส้นทางเดิม ด้วยความไม่มีน้ำใจ หมั่นไส้ กลั่นแกล้งหรืออย่างไรก็ตามที นี่ถ้าเขาไม่ลดความเร็วลง กุญชรต้องประสานรถเข้ากับรถบรรทุกที่สวนมาอย่างแน่นอน ณ เวลานี้ไม่มีเวลาคิดในเมื่อไม่ให้เข้า กุญชรจึงพยายามเร่งความเร็วสุดชีวิตเพื่อช่วยเหลือตัวเอง จังหวะแรกไม่พ้น เขาพยายามและเบียดเข้ากลับมายังช่องทางเดิมได้อย่างหวุดหวิด ระหว่างที่กำลังเข้ามาช่องทางเดิม เขารู้สึกได้ถึงแรงดูดอันรุนแรงจากรถบรรทุกนั้นเนื่องจากความใกล้เกือบจะถึงกันระหว่างตัวถังของรถก็เป็นได้

กุญชรมองกระจกหลัง เห็นขับรถปิกอัพคันนั้นทำหน้าตาขมึงทึงใส่ กุญชรสับสนและรู้สึกประหลาดใจในความใจร้ายใจดำของคนขับรถคันนั้น เขารู้สึกผิดหวังและกระอักกระอ่วนอย่างมาก ในหัวคิดแต่สิ่งดีที่เขาทำให้กับคนอื่น น้ำใจ ไมตรีจิต ทั้งที่เขาคิดว่าทุกคนจะเป็นเช่นนั้น ไม่ ไม่ใช่ ทำไมมีคนแบบนี้อยู่บนโลกใบนี้อีกด้วยหรือ กุญชรคิด

ถึงบริษัทของลูกค้า ...

กุญชรขับรถมาถึงลานจอดรถของบริษัทลูกค้าแต่หาที่จอดรถไม่ได้ เนื่องจากรถของพนักงานจอดกันเต็ม แต่ยังเหลือที่จอดบางจุดที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างลานจอดรถกับทางเข้าบ้านบุคคลทั่วไป กุญชรหาที่จอดไม่ได้จึงตัดสินใจจอดบริเวณนั้นเพราะคิดว่าขึ้นไปรับสตางค์แล้วจะรีบลงมา อีกทั้งเวลานี้เป็นเวลาทำงาน บ้านคนคงจะไม่มีคนอยู่มากและไม่น่าจะมีรถเข้าออกในช่วงเวลาแค่ไม่กี่อึดใจ เมื่อจอดรถสนิทจึงได้บอกขออนุญาตกับยามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่าขออนุญาติจอดสักครู่ เนื่องจากรู้ว่าตัวเองจอดผิดที่สักเล็กน้อย

ระหว่างที่กุญชรคุยอยู่กับผู้จัดการซึ่งกำลังรอเบิกเงินให้อยู่นั้น ก็มีโทรศัพท์ขึ้นมาจากชั้นล่างให้ช่วยตามกุญชรมาถอยรถ เพราะขวางทางเข้าออกของเจ้าของบ้านหลังหนึ่ง กุญชรเห็นจอดรถขึ้นมานานเกินไปจึงได้รับสตางค์และรีบลงมาจากชั้นบนของออฟฟิศเพื่อจะถอยรถและนำรถออกเพื่อกลับบ้าน

เมื่อลงมาถึง กุญชรยิ้มให้กับยามคนเดิมและกล่าวคำขอโทษที่จอดรถขวางทาง และเมื่อเห็นเด็กชายคนหนึ่งคาดว่าจะเป็นลูกของเจ้าของรถที่กุญชรไปจอดขวางทางยืนทำหน้าไม่พอใจ กุญชรจึงยิ้มให้และพยักหน้าเพื่อแสดงออกถึงการขออภัย แต่เมื่อมองไปในรถเพื่อจะกล่าวขออภัยกุญชรไม่เห็นหน้าคนขับเนื่องจากติดฟิล์มกรองแสงดำสนิท กุญชรรีบเดินไปออกรถ เดินหน้าไปยังท้ายซอยเพื่อทิ้งระยะให้รถคันนั้นเลี้ยวเข้าบ้านของเขาได้ และกลับรถมาสู่ทางออกเดิมเพื่อจะออกสู่ถนนใหญ่ตรงกลับบ้าน

เคลื่อนรถมาได้ไม่กี่สิบเมตร ถึงหน้าบ้านของเจ้าของรถคันนั้นเห็นเด็กผู้ชายคนเดิมยืนทำหน้าไม่ค่อยดียืนคู่อยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งดูลักษณะเป็นหญิงไทยเชื้อสายจีนคาดว่าเป็นแม่ของเด็กชายคนนี้และเป็นผู้ขับรถคันเมื่อสักครู่ กำลังยืนกร่นด่าพร้อมกับหันหน้ามาทางกุญชร เขาเห็นก็ทราบว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังด่าเขาอยู่ จากการพยักเพยิดหน้าท้าทาย สีหน้าและริมฝีปาก หญิงคนนั้นด่าว่าเขาอย่างรุนแรง กุญชรขับผ่านไปโดยไม่มอง เพราะไม่อยากมีปัญหาอีกทั้งเขาก็ยังเป็นฝ่ายผิด แต่ถึงอย่างไรสำหรับกุญชรเรื่องแค่นี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นเขา เขาจะไม่ทำเช่นผู้หญิงคนนั้นเพราะผู้ทำผิดอย่างกุญชรได้กล่าวขอโทษไปแล้ว กุญชรเริ่มสับสนกับความคิดของตนเอง มันอะไรกันทำไมจิดใจคนเราเป็นไปได้ .....

กุญชรขับรถออกมาถึงถนนใหญ่เหลือบไปเห็นกระจกมองข้างโดนผลักเปิดไปทางด้านหน้า จึงเปิดกระจกลงเพื่อจะปรับให้เข้าที่ แต่ด้วยเอะใจ จึงชิดข้างทางเพื่อจอดดูรถ เมื่อลงมาจึงเห็นว่านอกจากกระจกที่พังเปิดไปทางด้านหน้าแล้ว ยังพบรอยขีดเป็นทางยาวด้านข้างตัวรถสีถลอกเปิดอย่างมาก และยังมีรอยบุบอีกหลายจุด กุญชรเริ่มคิดและผิดหวังอย่างร้ายกาจ เขาคิดผิดและเสียศรัทธาอย่างมากกับสิ่งที่เขาเคยคิดว่าจิตใจที่ดีงามของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจะมีติดตัวอยู่ทุกคนอย่างที่เขาเป็นและหมั่นมอบสิ่งดีให้แก่มนุษย์ด้วยกัน และไม่คิดเลยว่าใครจะทำแบบนี้ได้เพียงเพราะสาเหตุเล็กน้อยอย่างจอดรถกีดขวางทางเล็กน้อยเพียงเท่านี้

กุญชรกลับรถใต้สะพานกลับมายังซอยเดิม เคลื่อนรถเข้าไปอย่างช้าผ่านยามคนเดิม กุญชรพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทาย

รถเลยมาถึงหน้าบ้านของผู้หญิงคนนั้น เธอยังยืนอยู่หน้าบ้านกำลังเก็บข้าวของลงจากรถ เมื่อหันมาเห็นกุญชรเธอตกใจเล็กน้อย และตะโกนด่าใส่หน้ากุญชร


" กลับมาทำไมอีกละ ไอ้ควาย!!! จอดรถภาษาอะไรของมึง เดี๋ยวเถอะมึงเจอดี "



กุญชรไม่พูดอะไร ชักปืนลูกโม่จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมายิงหนึ่งนัดเข้ากลางแสกหน้า ผู้หญิงหน้างิ้วคนนั้นล้มทั้งยืน เด็กซึ่งเป็นลูกชายออกมาด้วยเสียงปืนดัง พบแม่นอนกะโหลกยุบเพราะแรงล้มหัวกระแทกกับขอบปูนพื้นลานจอดรถของบ้านเห็นเป็นรอยยุบ และมันสมองของผู้เป็นแม่ทะลักออกมาจากจุดรูที่กุญชรยิงเข้าใส่ เขาทรุดลง

กุญชรเดินกลับขึ้นรถ ยามคนเดิมยืนขาแข็งไม่เข้ามาทำอะไรกุญชร เขาสตาร์ทเครื่องเคลื่อนรถออกไปพร้อมกับพยักหน้าเป็นการกล่าวลาแก่ยาม และพุ่งรถไปทางปากซอยออกสู่ถนนใหญ่

เขาโทรศัพท์กลับถึงแม่ บอกว่าวันนี้รับเงินมาหลายสิบหมื่นเป็นเงินสดอยู่กับเขาในรถ ตั้งใจเอามาเป็นของขวัญปีใหม่ให้แม่แล้ววางหูไปกุญชรไม่บอกอะไรแม่ของเขามากไปกว่านี้

ขับมาถึงแยกใหญ่มองเห็นสะพานข้ามทอดยาวไปสุ่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา แสงแดดสาดเข้ามาในตัวรถ


ชายผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งมีศรัทธา ... ศรัทธาในหัวใจ ...

มองไปในไออุ่นของแสงแดด ศรัทธาแห่งความดีมีไมตรีจิตของคนเรากำลังจะจางหายไป


หายไป ....


กุญชรไม่ได้โกรธ
ไม่ได้เกลียด
ไม่ได้โมโห
เพียงแต่เขารู้สึกผิดหวังอย่างแรงกับสิ่งที่เขาคิดและศรัทธา
ความมีไมตรีจิต น้ำใจ ความเอื้ออาทรกันของเพื่อนมนุษย์ สิ่งดีๆบนโลกนี้ที่คิดไว้ไม่จริง มันกระทบเข้ากับจุดเปราะบางในความรู้สึกของเขาอย่างรุนแรง


แสงแดดกำลังจะเลือนไป
เชกเช่นความอบอุ่นจากความหมายของไมตรีจิต ที่ค่อยจางหายไปจากสังคม




ปืนลูกโม่กระชับแน่นในอุ้งมือ ...





" ปัง !!!!!!!!!! "








"เอี๊ยดดด ..."

พิษณุต้องหยุดรถกระทันหัน เนื่องจากมีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดอยู่ข้างทาง ค่อนมากินช่องทางเดินรถของเขา

สถานที่เปลี่ยว ย่ำรุ่งเช่นนี้ ใครกันที่มาจอดรถไว้ คงจะเกิดปัญหาบางอย่าง พลันสายตาเหลือบไปเห็นหญิงสาวนางหนึ่ง กำลังนั่งอยู่ริมทางเท้า พิษณุจึงลดกระจกอีกด้านหนึ่งลง ...

"มีอะไรให้ช่วยไหมครับ"
"ค่ะ น้ำมันหมดค่ะ หนูต้องรีบไปทำงานด้วยค่ะพี่ ดูสิรถมอไซดันมาน้ำมันหมดเอาแถวนี้ได้"
"อ๋อ แถวนี้มีปั๊มน้ำมันนี่น้อง เดินไป อีกหน่อยทางถนนใหญ่ด้านโน้น สักกิโลนึงได้"
"ไกลจังเลยค่ะพี่" เธอพ้อ

พิษณุเห็นเธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว นึกสงสารที่ต้องมารถเสียอยู่แถวนี้ แถมปั๊มน้ำมันก็อยู่อีกไกล ครั้นจะให้เธอเดินไปเองก็อันตราย ในสถานที่เปลี่ยว ณ เวลาเช่นนี้

เขาตัดสินใจเดินลงจากรถเข้าไปหาหญิงสาว แล้วบอกเธอว่าจะช่วยดูอาการรถให้ เผื่อว่าไม่ใช่น้ำมันหมด


หลังจากตรวจดูสักพักก็พบว่าน้ำมันหมดจริงๆ


"น้ำมันหมดจริงด้วยน้อง"
"ค่ะ" หญิงสาวก้มหน้าขานรับ
"งั้น ... น้องเดินไปซื้อน้ำมันทาง .." ยังพูดไม่ทันจบหญิงสาวพูดขึ้นมาเสียงเหนื่อยๆ
"ช่วยหนูหน่อย พาหนูไปด้วย ...... ให้หนูไปด้วย..."

พิษณุรู้สึกสงสาร กว่าจะถึงปั๊มก็ไกล เวลานี้ถนนหนทางก็ยังมืด ปล่อยเธอไว้ตรงนี้คนเดียวก็ไม่ดี สุดท้ายจึงให้เธอขึ้นมาบนรถ และพาเธอไปซื้อน้ำมันยังปั๊มที่ว่า ที่คิดว่าใกล้ที่สุด

ระหว่างทางที่นั่งคู่กันไปนั้น พิษณุเพิ่งสังเกตว่าหล่อนเป็นผู้หญิงผมยาวหน้าตาดี ผิวพรรณเป็นอย่างผู้มีสกุล แต่ที่น่าตกใจคือ ที่ต้นคอของเธอ มีปานแดงขนาดใหญ่ครอบคลุมต้นคอซีกขวาลงมาถึงผิวบริเวณกระดูกไหปลาร้าอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ต้นคอด้านซ้ายกลับขาวนวลผิดกันเป็นที่น่าสังเกต ถ้าใครได้เห็นคงตกใจกับปานแดงที่ต้นคอนี้อย่างแน่นอน เพราะมันมีสีแดงเข้ม และมีขนาดใหญ่มากจนน่ากลัว

ถึงปั๊มน้ำมัน พิษณุให้หญิงสาวนั่งรออยู่ในรถ ตนเองลงไปซื้อน้ำมัน เมื่อซื้อน้ำมันเสร็จจึงกลับขึ้นรถและขับออกจากปั๊ม ไปยังเส้นทางเก่าที่รถของเธอผู้นี้จอดอยู่


"พี่เป็นคนดี ..."

"ฮะ .. อะไรนะ" เขาซักหญิงสาวหลังจากได้ยินสิ่งที่เธอพูดไม่ถนัดนัก

แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา ..
เขาฉงนเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถามต่อ

เห็นรถของเธอจอดอยู่ด้านหน้าไม่ไกลนัก พิษณุจอดรถเข้าเทียบใกล้มอเตอร์ไซค์ของหญิงสาว เพื่อให้เธอลงและจะบอกเธอว่าให้เติมน้ำมันเอง เพราะเขามีธุระต้องรีบไปจริงๆ แต่ครั้นถึงที่จอดแล้วหล่อนก็ยังนั่งเฉย ทำท่าเหมือนไม่ยอมลง


"พี่เป็นคนดี ... หนูอยู่กับพี่นะ หนูอยากอยู่กับพี่ ..."
พิษณุงงงวยเป็นอันมากกับคำพูดของเธอ ไม่รู้จะพูดอย่างไร ได้แต่ยิ้มรับและบอกว่าต้องไปแล้ว เพราะมีธุระจริงๆ เธอจึงก้าวลงจากรถ ก่อนลงเธอหันมายิ้มให้พิษณุด้วยดวงตาอย่างบอกไม่ถูก เมือเธอปิดประตูเขาจึงเคลื่อนรถออกไป

รถแล่นออกมาได้ไม่ถึงอึดใจ พิษณุหันกลับไปมองทางกระจกหลัง เห็นเธอคนนั้นกำลังเดินไปทางรถมอเตอร์ไซค์ของเธอ ก็คิดว่าคงไม่มีอะไรแล้ว เธอคงเติมน้ำมันเองได้ เขาจึงสบายใจขึ้น ขับรถมาได้หน่อยจะถึงแยกออกถนนใหญ่แล้ว ห่างจากจุดที่รถเธอเสียไม่ถึงสองสามร้อยเมตร เขาหันมองกลับไปยังกระจกหลังอีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่พบเธอคนนั้นแล้ว พิษณุไม่คิดอะไรมากไปกว่าเธอคงจะแยกไปทางตรอกไหนสักตรอก หรือขี่ย้อนกลับไปทางเดิมแล้วกระมัง แต่ทำไมถึงได้ไวเช่นนี้ ..


"ปรึ่บบบ!!!" เสียงหนังสือพิมพ์ถูกวางลงบนโต๊ะอย่างแรง

"อะไรวะ ฆ่ากันตายอีกแล้ว อะไรกันนักหนาวะ ทำไมขโมยขโจรมันชุกชุมอย่างนี้" เสียงของกิตติกร่นแต่เช้า หลังจากที่พิษณุก้าวเข้ามาถึงที่ทำงานได้เพียงแค่ไม่ถึงสิบนาที

"เป็นอะไรไปอีกวะ ไอ้กิต เสียงดังแต่เช้าเลยนะ" พิษณุซักเพื่อนเกลอที่กำลังฉุนเฉียวกับบางสิ่งบางอย่างที่ได้รับรู้จากหนังสือ
พิมพ์รายวันเช้านี้

"อ้อ ก็ดูสิวะ ข่าวนี่ ฆ่ากันอีกแล้ว คราวนี้ฆ่าลักรถโว้ยไอ้ณุ ฆ่าลักรถ กำลังชุมเลยเชียวนะมึง ตำรวจยังตามจับตัวผู้ร้ายไม่ได้เสียด้วย ตอนนี้กำลังอาละวาดอยู่แถวบ้านเราเลยหละ มึงก็ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี ชอบออกจากบ้านมาทำงานแต่เช้ามืด แถมกลับบ้านดึกๆดื่นๆเที่ยงนางกลางคืน ระวังนะเว้ย จะหาว่ากูไม่เตือนนะไอ้ณุ" กิตติตอบกลับ

"เออ กูจะระวังก็แล้วกัน มึงก็ด้วยกันหละ" พิษณุตอบ แต่ในใจก็คิดว่าโชคร้ายขนาดนั้นคงไม่มาถึงตัวเขาได้

งานของพิษณุเยอะมากในช่วงนี้ ทำให้เขาต้องเร่งทำจนเป็นสาเหตุให้กลับบ้านดึกดื่นอยู่บ่อยครั้ง ในขณะที่เพื่อนๆกลับบ้านกันหมด พิษณุยังนั่งทำงานอยู่ บางครั้งมีกิตติอยู่เป็นเพื่อนจนดึก แต่ด้วยกิตติมีครอบครัวแล้ว จึงขอตัวกลับก่อนเสมอๆ

ห้าทุ่ม ...

เที่ยงคืน ..

ตีหนึ่ง...

กว่างานจะเสร็จ ...


"บรื้นน...."
พิษณุขับรถออกจากบริษัท หลังจากสะสางงานจนเสร็จ ก็ย่างเข้าอีกวันเสียแล้ว

"ในที่สุดก็ได้กลับบ้านเสียทีเรา เฮ้อ" พิษณุนึกในใจ

ขับรถมาไกลเกือบจะถึงบ้านแล้ว ต้องผ่านซอยเปลี่ยวเมื่อเช้านี้อีกครั้ง ในใจก็พลันนึกถึงผู้หญิงแปลกคนเมื่อเช้านี้ที่มาขอความช่วยเหลือ ตรงนี้ที่รถของผู้หญิงคนนั้นจอดเสียอยู่เมื่อเช้านี้ เขาลดกระจกลงมองออกไปดูข้างทางที่พบเธอคนนั้นเมื่อเช้านี้



"เอี๊ยดดดดดดดดดด!!! โคร้มมมมมม!!!!$#%"




"เฮ้ย!" พิษณุร้องเสียงดัง
พิษณุขับรถชนเข้ากับมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งเข้าอย่างแรง เนื่องจากเขามัวแต่มองไปทางอื่นอยู่ หลังจากรถทั้งสองสงบนิ่ง เขาเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่คาดว่าจะเป็นผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ ลงไปนอนอยู่กับพื้น รถมอเตอร์ไซค์นอนล้อหมุนคว้างอยู่อีกด้านหนึ่ง

พิษณุก้าวลงมาจากรถ ...

"เป็นอย่างไรบ้างครับ ผมไม่ได้เจตนา พี่เป็นอย่างไรบ้าง ลุกขึ้นไหวไหม พี่! พี่! ลุกไหวไหม" พิษณุถามบุรุษผู้ล้มกองอยู่ด้วยเสียงดัง เขาตกใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่หาย

ผู้ชายคนนั้นค่อยๆ เอามือยันพื้นขึ้นมาอย่างช้าๆ ไม่พูดอะไร ...
พิษณุเห็นเขาลุกได้เอง จึงค่อยใจชื้นขึ้น แต่ทันใดผู้ชายคนเดิมก็พุ่งปลายมีดเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว!!!

"เฮ้ยย!! อะไรกัน" เขาตกใจสุดเสียง
ผู้ชายคนนั้นไม่พูดพล่ามทำเพลง กระหน่ำจ้วงหวังแทงเข้าใส่ลำตัวและใบหน้าของเขาอย่างตั้งใจ และไม่ยั้ง..

แต่พิษณุหลบได้ และพยายามปัดป้องสุดชีวิต


"เฮ้ยย!! ว้าาากกกกกกกกกกกก อ้ากกกกก!!!!!!!"
เสียงร้องของชายอีกผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากทางรถของพิษณุที่จอดอยู่ เขายืนอยู่ด้านประตูคนขับ ทำท่าเหมือนกำลังจะพยายามเปิดประตูรถของเขาหรืออะไรสักอย่าง

พิษณุกับผู้ชายคนแรกชะงักงัน ด้วยเสียงร้องของผู้ชายที่ปรากฏตัวขึ้นมาใหม่
ชายคนแรกหลีกตัวออกห่างจากพิษณุ แต่ก็ยังไม่ลดมีดลง เขาหันตะโกนไปถามชายอีกคนหนึ่งซึ่งตอนนี้พิษณุรู้แล้วว่าคนทั้งสองมาด้วยกัน มาเพื่อพยายามจะประทุษร้ายและขโมยรถของเขา ด้วยกลอุบายที่แกล้งทำให้เกิดเป็นอุบัติเหตุ

"ไอ้จืดมึงร้องเหี้ยอะไร ร้องอะไรวะ รีบขับรถไปเซ่ มึงร้องทำไม" ชายคนแรกถาม

"ว้ากกกกกกกกก ว้ากกกก" ไอ้จืดยังร้องเสียงดังโหวกเหวกเหมือนตกใจกับอะไรสักอย่าง แล้วก็หันหลังวิ่งไปอีกทางหนึ่ง


"ว้ากกก อ้ากกกกกกกก" ...


ชายคนแรกเห็นท่าไม่ดีจึงค่อยกระเถิบออกห่างจากพิษณุและออกวิ่งตามเพื่อนของมันไป ... แล้วก็หายไป .. ไปอีกทางถนนหนึ่ง

พิษณุยืนนิ่ง.. งงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อสักครู่ หลังจากได้สติก็คิดได้ว่าไอ้สองคนที่เพิ่งปะกันมาเมื่อสักครู่เป็นโจรเมืองที่ออกตระเวณขโมยรถโดยฆ่าชิงรถเจ้าทรัพย์แบบไม่เลือกหน้าที่กำลังอาละวาดอยู่ในขณะนี้ ซึ่งกิตติได้เตือนเขาเมื่อเช้านี้เอง ไม่น่าเชื่อว่าจะมาพบเจอด้วยตัวเอง โชคร้ายมาเยือนจริงๆ แต่เขากลับรอดมาได้ เพียงแค่เจ็บตัวเล็กน้อย

พิษณุขับรถออกจากที่เกิดเหตุ ประหลาดใจและขอบคุณพระไตรทั้งสามที่ช่วยให้เขารอดชีวิตจากโจรร้ายมาได้ ...

กระนั้นเขาก็ยังสงสัยติดใจว่า โจรอีกคนที่กำลังพยายามจะขึ้นขับรถของเขาร้องโวยวายอะไร แต่จะด้วยสาเหตุใดก็ช่างมันเถิด เขาก็พลาดเคราะห์ร้ายมาได้แล้ว ...


สองโจรยังไม่หยุดวิ่ง ...

"เฮ้ย!!! ไอ้จืด!!! มึงหยุดก่อน มึงหยุดเดี๊ยว ไอ้ห่า!!! มึงร้องทำไมวะ เสียเรื่องหมด กูจะจัดการมันได้อยู่แล้ว ไอ้ห่าเอ้ย!" ไอ้ดำโจรนายแรกตะคอกใส่เพื่อน

"แฮ่กก ... แฮกก ไหนมึงบอกว่ามันมาคนเดียวไงวะ ไอ้เหี้ย แฮ่ก .. แฮ่ก กูตกใจแทบตาย ตอนจะเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง กูเจอผู้หญิงนั่งอยู่ ตรงคนขับนั้นแหละ ไอ้เหี้ย แม่งจับมือกูไว้ มือแม่งเย็นเชียบบบเลยมึง มันแสยะยิ้มใส่กูด้วย กูพยายามสะบัด มือออกแม่งก็ไม่ปล่อย แฮ่ก.. แฮก"

"แค่นี้มึงก็กลัวเหรอวะ มึงก็เสียบอีนั่นเลยสิ ไอ้ห่าเอ้ย แม่งเอ้ย!!"

"ไอ้เหี้ย!!! กูกลัวแทบตายห่าไม่ใช่แค่นั้น ก็กูเห็น กูเห็น..
ที่คออีนั่นแม่งมีรอยโดนปาด แผลเบ้อเริ่ม!!! เลือดไหลทะลักอาบมาตั้งแต่ต้นคอ...




ยันไหปลาร้า ...





ด้านขวา ...