Short-Story







สายตาคู่นั้น ...


อาหารมื้อค่ำเบื้องหน้า ...
อาหารแสนหรูรสชาติเหนือคำบรรยายของภัตตาคารนี้หมดรสชาติไปในทันที
เมื่อต้องนั่งร่วมโต๊ะกับคนคนนี้ " เจ้าคนชั่ว "

ทำไมคนเราในสังคมต้องจ้องจะซ้ำเติม ทำร้ายกันด้วยคำพูด ถากถางกันด้วยวาจา
ผมไม่เข้าใจ เมื่อเห็นคนที่ผิดพลาด หกล้ม แทนที่จะเข้าช่วยพยุง
ไม่ใช่ด้วยการปฏิบัติพัดวีแต่ด้วยวาจาก็ยังดี
วันนี้ผมล้ม ผมพลาด ผมผิด ผมรู้ ...

บรรยากาศร้านนี้ดีมาก มีเสียงดนตรีขับกล่อมลำนำเพลงเพราะ
แสงไฟพอประมาณ ในปริมาณที่โรแมนติก
วันนี้ผมมากับแฟน และเพื่อนสนิทของแฟนซึ่งเป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่ง
โดยเธอพาแฟนเธอมาด้วยเช่นกัน สำหรับเราทั้งสองคู่แล้ว เคยพบเจอกันบ้างแต่ไม่มาก
ไม่ถึงกับสนิทชิดเชื้อ แค่พูดคุยกันตามประสาคนรู้จัก
นั่นคือในความคิดผม

แฟนของผม ... เธอพยายามทำให้ผมลืม ทำให้ผมมีความสุข
ผมพลาด ผมเจ็บ เจ็บอย่างแรงกับหน้าที่การงานที่ไม่ประสบผล ความหวังทุกอย่างพังทลาย
เธอทราบและรับรู้ในความผิดหวังของผม เธอจึงพาผมมาที่นี่ มาเพื่อผ่อนคลาย
ถึงแม้มันจะเป็นแค่อาหารมื้อค่ำก็เถิด ..... ผมรักเธอ

แต่ .... ทำไมต้องมาเจอผู้ชายคนนี้ด้วย ...

ตลอดการสนทนาบนโต๊ะอาหาร ชายคนนี้พูดถึงแต่ความร่ำรวย ความดีพร้อมของตัวเอง
สลับกับถามไปมาถึงธุรกิจของผมอยู่ตลอดเวลา วาจาท่าทีที่เหมือนร่าเริง และไม่คิดอะไรของเขานั้น
มันเสียดแทง ซ้ำเติมเข้าไปในความคิดของผม คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากปากของชายผู้นี้
ไม่รู้ตัวบ้างว่ากำลังทำร้ายคนที่นั่งอยู้ด้านหน้าเขารุนแรงเพียงใด
ความแตกต่างระหว่างสถานภาพของเขากับผมในตอนนี้ ห่างกันมาก ยิ่งทำให้ผมคิด
จมดิ่งในความรู้สึกที่ผิดพลาด ทำไมต้องพูด ทำไมต้องซ้ำเติม รอยยิ้มนั้น วาจานั้น ...
รอยยิ้มบนใบหน้าเฉยที่สวนออกไปของผม ทำไห้เขาหยุดหัวข้อสนทนาที่เลวร้ายที่สุดลงได้
ชั่วครู่หนึ่ง ... ผมก้มหน้าลง เพื่อจะตัดเนื้อสเต็กกินต่อไป ...

แล้วเขาก็พูดขึ้นอีก หูไม่ทันฟังได้ความว่าอย่างไร ไวเท่าใจคิด ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้
พร้อมกับทาบมีดหั่นสเต็กลงบนใบหน้าของชายผู้นั้น ตวัดไปมาอยู่บนใบหน้าของชายคนนี้นาน
นานพอที่จะเห็นเลือดไหลออกมาอย่างมากมาย ส้อมอีกมือจิ้มเข้าไปในลูกนัยน์ตาของเขา
ผมหมด ... หมดความอดทนกับชายผู้นี้ เขาทำร้ายผมด้วยวาจา
แต่ผมจะฆ่าเขาด้วยมีดและส้อมในมือผมนี่ ตาย !!! แกต้องตาย !!! ไอ้คนชั่ว !!! .....

เลือดสีแดงเป็นลิ่มไหลอาบโต๊ะอาหาร ...

ผมปรับสายตาที่พร่ามัวกลับมา มองที่ปลายมีดหั่นสเต็กในจานและเห็นปลายส้อมอยู่เคียงกัน
เลือดสีแดงของเนื้อวัวติดอยู่ที่ปลายส้อม ทุกครั้งที่เนื้อได้รับแรงกดจากปลายมีด
เลือด... เลือดสีแดงสดจะไหลออกมาจากเนื้อสันในแสนนุ่ม ...
ผมคิดไปได้อย่างไรกัน ผมทำร้ายเขาเท่ากับว่าผมเป็นฆาตกร
ทุกอย่างจะยิ่งเลวร้ายไปอีก แค่นี้ยังเลวร้ายไม่พออีกหรือ?
ผมคิดในใจ เมือสักครู่ผมหลงไปถึงไหนกันนะ ความคิดเลวร้ายมันเข้ามา
เข้ามาครอบงำในจิตใจของผม ...
ผมต้องกำจัดความคิดเลวร้ายนี้ออกไป ...

เมื่อคุณมองตาผู้ใดแล้ว รู้สึกว่าโลกหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

หูอื้อ สายตาพร่ามัว และบันดาลโทสะ

คุณจะมองไม่เห็นความเป็นคนของคนผู้นั้น

คุณพร้อมที่จะทำร้ายและฆ่าเขาหรือเธอ

เพราะความเป็นคนของคนอื่นได้หายไปจากมโนจิตรับรู้ของคุณ


ณ เวลานั้น ...
คุณจะมองบุคคลเป็นผักปลา เป็นสัตว์ เป็นอะไรก็ตามที่ไม่ใช่มนุษย์ ...
ใช่ คุณฆ่าเขาได้ ทำเลย ทำเลยสิ แต่อย่าลืมว่าเมื่อคุณทำเช่นนั้น
คุณก็จะไม่มีความเป็นคนเหลืออยู่เช่นกัน คุณเป็นฆาตรกร ... คุณฆ่าคน ...

ผมคิด คิด เช่นนั้นอยู่ในใจ ผมเป็นมนุษย์ที่มีความอดกลั้นพอ
ถึงแม้ว่าทุกอย่างในอนาคตผมจะจบสิ้นไป แต่ผมยังเป็นมนุษย์ ...

แสงสว่างเกิดในใจ ใช่ ผมกำจัดมันได้แล้ว เจ้าความคิดชั่วช้าที่ผ่านเข้ามาในห้วงนั้น ... ใช่

เสียงของชายเบื้องหน้าผมยังไม่จางหายไป เขายังพูดอยู่แต่เรื่องเดิม
แต่ ... ผมคิดได้แล้ว ผมจะไม่โกรธ ไม่เกลียดชายผู้นี้ที่เขาทำร้ายผมด้วยวาจาที่ไม่ยั้งคิดของเขานั้น
ผมจะให้อภัยในความโง่เขลาและความไม่รู้จักกาลเทศะของเขา ผมจะกินสเต๊กของผมต่อไป
กินต่อไปอย่างมีความสุข ช่างมันเจ้าคนปากมาก อย่าพลาดบ้างก็แล้วไป ผมคิดอยู่ในใจ ...

เวลานี้ผมเหมือนนั่งอยู่ที่นี่คนเดียว ผมมีความสุข สุขอย่างบอกไม่ถูก สุขที่คิดได้ สุขที่ให้อภัย
แต่ ... เสียงของผู้ชายคนนี้ยังไม่จางไปจากโสตประสาท และยิ่งหนักข้อขึ้นทุกที ...

สเต็กเนื้อคำสุดท้าย ถูกบรรจงจิ้มเข้าปากด้วยส้อมประจำมือ อื้มมม อร่อยมาก
สเต๊กชิ้นสุดท้ายจะอร่อยอย่างนี้ทุกชิ้นไหมนะ ผมคิดในใจ เหมือนโลกหยุดนิ่งไปเลยนะ อร่อยจริง
ผมมีความสุขมาก ... แต่ ชายผู้นั้นก็ยังไม่หยุดพูดและผม ...เริ่มบันดาลโทสะ

ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา ... ผมเห็นรอยยิ้ม และเห็นริมฝีปากของเขาขยับ แต่ ... ผมไม่ได้ยินเสียง ...

ผมบอกเพื่อนร่วมโต๊ะและคู่รักของผมว่าจะขอเข้าห้องน้ำสักหน่อย เธอพยักหน้ารับ
พร้อมด้วยสีหน้าเป็นห่วงว่าผมจะคิดอะไรอยู่ไหมนะ เธอเป็นห่วงผมจริงๆ
แต่ ณ เวลานี้ ผมแทบไม่รู้สึกอะไรเลย ผมไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น ... ผมลุก ... และเดินไป

บนโต๊ะ ... ที่จานของผม... วางส้อมไว้ด้ามเดียว

ผมเดินผ่านผู้ชายที่อยู่เบื้องหน้าเพราะนั่งตรงข้ามกัน ผมเดินผ่านมา ได้ระยะหนึ่ง
ผมได้ยินเสียงเหมือนคนในร้านโวยวายอะไรกัน ได้ยินเสียงผู้หญิงและผู้ชายร้อง
เสียงนั้นคุ้นมาก แต่ผมก็ไม่ได้สนใจเพราะได้ยินไม่ถนัด ผมเดินเข้าห้องน้ำไป ...

ผมออกมาจากห้องน้ำ ระหว่างที่เดินกลับมาที่โต๊ะผมรู้สึกมึนหัวและอึดอัด ตาก็พร่ามัวไปหมด
ผมเป็นอะไรไปนะ สงสัยจะกินมากไป หรือจะเป็นไข้

ทันใดนั้น ... ผมต้องหันไปมองข้างลำตัว
ชายหนุ่มสองคน แต่งตัวคล้ายการ์ดของร้าน กำลังจับแขนผมไว้ทั้งสองข้าง
เขามาจับผมทำไมนะ เขาพูดอะไรก็ไม่รู้ ผมได้ยินไม่ค่อยถนัด
แต่เสียงผู้คนร้องโวยวายยังดังอยู่เลย ตั้งแต่เข้าและออกมาจากห้องน้ำ
คนเขาเป็นอะไรกัน ร้องทำไม ผมนึกในใจ

พลันสายตาพร่ามัว ปรับชัดขึ้น ผมมองหาแฟนของผม
สายตามองไปที่โต๊ะทานอาหาร เห็นแฟนผมมองมาที่ผมและร้องโวยวาย
ผู้หญิงอีกคนที่เป็นเพื่อนแฟนนั่งร้องไห้กองอยู่กับพื้น
และผู้ชายคนนั้นนอนอยู่กับพื้นพร้อมลิ่มเลือดที่ไหลออกมาจากแถวศรีษะ ...
ผมปรับสายตาให้ชัดขึ้น พยายามเพ่ง และมองไปที่ผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง ...
และผมเห็น ...


มีดของผม ...


ปักอยู่ ...




ปักอยู่ที่หูเขา ...








ควันสีเทาจาง ลอยโชยพุ่งไปข้างหน้าอย่างช้า ...

และกลุ่มควันเข้มตามหลังมาอย่างกระชั้นถันพุ่งออกมาจากปลายจมูกของผม



" ฮื่อออ ... "
รู้สึกดีที่ได้สูบมันทุกครั้ง ถึงมันจะบั่นทอนสุขภาพก็ตามที เนื่องจากผมติดบุหรี่อย่างปกติที่คนติดบุหรี่จะสูบมันเป็นประจำแต่จะมากน้อยตามแต่ความอยาก


ผมจะออกมายืนสูบบุหรี่หลังบ้านทุกคืน คืนละหนึ่งมวนก่อนนอนทุกคืนและผมจะเป็นคนนอนสายมากนั่นหมายถึงเลยเที่ยงคืนไปแล้วและก่อนนอนผมจะมายืนที่นี่ หลังบ้านของผมเอง จุดบุหรี่ขึ้นสูบและมองออกไปยังแหล่งน้ำธรรมชาติหลังบ้านซึ่งเกิดจากการขุดเพื่อนำดินที่ได้ไปถมที่สร้างบ้านพักของทางราชการ บ้านที่ผมอยู่นี้เป็นบ้านพักข้าราชการทหารแห่งหนึ่งย่านดอนเมือง


เนื่องจากเป็นบ้านแถวดังนั้นบ้านทุกหลังจะติดกันเป็นบล็อก บล็อกละสิบหลัง คล้ายๆบ้านทาวน์เฮ้าส์สมัยนี้นั่นเอง หลังบ้านของบ้านทุกหลังจะเชื่อมต่อถึงกันหมดเดินผ่านไปบ้านไหนก็ได้ซึ่งด้านหน้าบ้านก็เช่นเดียวกัน ผมอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด แต่เนื่องจากเป็นสังคมของทหาร ในหมู่บ้านของเราจึงไม่ค่อยมีเรื่องมีราวผิดปกติอย่างเช่นโจรกรรมหรือฆาตรกรรม และเนื่องจากเป็นสังคมเล็กๆทุกคนจะรู้จักกันเกือบหมด พูดถึงใครคนใดคนนึงในหมู่บ้านก็ต้องย่อมรู้จัก ดังนั้นถ้าเกิดการตายขึ้นในหมู่บ้านของพวกเราทุกคนก็จะรู้เรื่องเป็นธรรมดา และในบล็อกเดียวกันของบ้านที่ผมอยู่นี้ก็ยังไม่มีใครตายมานานแล้วในรอบ 15ปี ที่ผมจำความได้ จนมาถึงคราวนี้ ...


"ฟื้ออด .."
ผมสูดควันเข้าปอด หายใจลึก หันมองไปรอบบริเวณหลังบ้านซึ่งสามารถมองทะลุและเดินผ่านไปมาถึงกันหมดได้ตลอดบล็อก ยามค่ำคืนบริเวณหลังบ้านทุกหลังมืดสนิท แต่เนื่องจากแสงไฟที่บ้านบล็อกถัดไปเปิดไว้ทั้งคืนจึงทำให้มีแสงสว่างสาดส่องมาถึงบริเวณหลังบ้านของผมบ้างมาจากทางหัวบล็อก


หลังจากการจากไปของอาตรีไม่นาน บ้านถัดไปสองหลังจากผมก็ถูกแทนที่ด้วยความเงียบและความมืดมิดยามค่ำคืน เพราะทุกคืนอาตรีจะออกมาสูบบุรี่เสมอๆ เปิดเพลงเบาๆและแสงสว่างที่ลอดออกมาจากในบ้านของแกผ่านมุ้งลวดซึ่งไม่มืดมิดอย่างวันนี้ ทุกครั้งที่ผมออกมาก็จะพูดคุยกับแกตามประสาผู้ใหญ่ที่ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก


อาตรีเป็นทหารเสนารักษ์ ถ้าเป็นคนธรรมดาไม่ใช่ทหารก็เรียกว่าเป็นนายพยาบาล อาตรีเป็นผู้ชายร่างอ้วน ผิวขาวหน้าตาดี เวลายิ้มตาจะหยี ดูเป็นคนอ้วนใจดีคนนึง ยามที่ผมเจ็บไข้ไม่หนักหนาจะได้อาตรีคอยหายาและตรวจอาการเบื้องต้นให้ทุกครั้ง และที่จำได้ดีสมัยเด็กที่ฟันแท้ยังไม่ขึ้นมีแต่ฟันน้ำนมและต้องถอนฟันบ่อย จะได้อาตรีช่วยถอนฟันและจัดการเรื่องยูกยาตลอดมาตั้งแต่เด็กจนโต


หลังบ้านตอนตีสองกว่าเช่นนี้ไม่มีใครออกมาแล้ว เงียบสนิท นี่เพิ่งผ่านมาสิบกว่าวันที่อาตรีเสียไป ผมออกมายืนหลังบ้านในตอนดึกทุกวัน แม่และน้องบอกว่าอาตรีจะกลับมาบ้านหลังจากตายไปแล้วสามวัน ผมเป็นคนเดียวที่กล้าออกไปหลังบ้านในวันที่สามแต่ก็ไม่พบอะไร อาตรีไม่มา วันที่เจ็ดอาตรีก็ไม่มา ไม่เห็นมีอะไรนอกจากความเงียบและความมืด


แกจากไปอย่างกระทันหันมาก เนื่องจากแกเป็นคนอ้วนที่สูบบุหรี่จัด ตั้งแต่จำความได้ผมก็เห็นแกสูบบุหรี่แล้ว อีกทั้งแกยังเป็นโรคที่คนอ้วนมักจะเป็นทั้งหลายคงไม่ต้องอธิบาย วันหนึ่งอาตรีหายใจขัดแน่นหน้าอกและล้มลงในห้องน้ำหลังบ้าน ครั้นเมื่อเมียของแกมาพบ อาตรีนอนอยู่ในห้องน้ำและไม่หายใจ


ผมเริ่มออกมาสูบบุหรี่หลังบ้านทุกคืนตั้งแต่อาตรีจากไป จนวันนี้สิบกว่าวันแล้วไม่เห็นจะมีอะไร อันที่จริงผมสูบบุหรี่มานานแล้วหลายปี ครั้งหนึ่งอาตรีพบผมสูบบุหรี่อยู่แถวละแวกบ้าน แกบอกว่าอย่าสูบเลยมันไม่ดี อีกทั้งเราเป็นคนอ้วนจะทำให้ตายไว ผมก็เฉยเพราะอาตรีก็ยังสูบอยู่แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะเอาแกเป็นตัวอย่าง เพียงแต่ยังเลิกไม่ได้เท่านั้น


ดึกมากแล้วผมจะเข้านอน
พลันก้มลงเอาก้นบุหรี่กดลงกับพื้นให้ดับแล้วคิดไปถึงคำพูดอาตรีที่เคยเตือนไว้ถึงความตายจากบุหรี่ บวกกับความอ้วนของร่างกายที่ผมเป็นคนอ้วนเหมือนแก ะหว่างที่ก้มลงดับบุหรี่ที่พื้นนั้นเองผมก็เจ็บที่หน้าอกจนทำให้ต้องหยุดชะงักและหย่อนตัวลงนั่งยองกับพื้น สงสัยจะถึงตาผมแล้ว ผมคิดในใจ บังเอิญเงยหน้าขึ้นมองไปทางหัวแถวของบล็อกถัดไป แสงสว่างที่สาดส่องมาจากดวงไฟของบ้านหลังนั้นถูกบดบังด้วยร่างในความมืดและควันสีเทาล่องลอย ในความมืดสลัวยามค่ำคืนผมเห็นผู้ชายร่างอ้วน ใบหน้าขาวโพลน และรอยยิ้มที่กดผมลงกับพื้น สองแขนกำลังยันกายอยู่ด้านหลังพยายามดันตัวให้ผุดลุก

ลมเย็นวาบพัดมาจากบ้านหัวแถว เถ้าก้นบุหรี่กลิ้งไปมากับพื้น


ผมพยายามลุก


แต่ลุกไม่ขึ้น ...








คุณเชื่อเรื่องกลับชาติมาเกิดไหม ...


ท่ามกลางสงครามร้อนระอุในกัมพูชา(Cambodia) สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมร(Killing Field)ที่เกิดขึ้นภายไต้การบัญชาการของแกนนำเขมรแดง การพัดพราก น้ำตา ความตายและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วทุกอณูของแผ่นดินนี้ แผ่นดินกัมพูชา ...

ผมมาประจำอยู่ที่นี่ได้ประมาณหกเดือน เพื่อทำงานให้กับรัฐบาลโดยเป็นอาสาสมัครในการเข้ามาเก็บภาพข่าวและความเคลื่อนไหวในสมรภูมิรบกัมพูชา ผมรักงานนี้ รักการได้ถ่ายภาพเสี้ยววินาทีของความตาย

ถึงจะต้องลำบาก หรือมีชีวิตอยู่บนความเสี่ยงกับความตายในสนามรบผมก็ยอม และการที่ผมมายืนถ่ายภาพอยู่ที่กัมพูชานี่ได้ก็เป็นเพราะความสมัครใจของผมเองด้วย ผมมีความสุขที่จะได้ถ่ายภาพ โดยเฉพาะภาพต่างๆในสมรภูมิ

" ไคลน์ เอ้า..นี่ฟิล์ม " เจนยื่นฟิลม์และอุปกรณ์การถ่ายภาพให้ผม หลังจากที่เธอถอดทำความสะอาดอุปกรณ์กล้องเสร็จเรียบร้อย เจนเป็นเพื่อนร่วมงานของผม เธอทำงานเกี่ยวกับการเขียนและเรียบเรียงบทความในการสงครามเพื่อส่งรายงานให้กับสำนักข่าวที่อเมริกา ที่จริงในทีมของเรามีกันอยู่ 4 คนคือผม เจน สตีฟ และวิลล์ สตีฟเป็นตากล้องวิดิโอส่วนวิลล์จะเป็นฝ่ายประสานงานซึ่งประจำอยู่ในแคมป์ของเรา ซึ่งเป็นแคมป์รวมของนักข่าวต่างประเทศมาจากหลายที่ ดังนั้นเวลาออกภาคสนามจะมีผม เจน และสตีฟไปด้วยกัน ผมกับเจนค่อนข้างสนิทสนมกันอันเนื่องมาจากเป็นคนในวงการข่าวอยู่ในรัฐเดียวกัน ดังนั้นเมื่อมาอยู่ที่นี่ในช่วงแรก เราจึงค่อนข้างพึ่งพาซึ่งกันและกันมาก ผมกำลังจะบอกว่านอกจากเธอจะเป็นนักเขียนข่าว เธอยังเป็นผู้ช่วยและคนรักของผม

ครั้งหนึ่งเราทั้งสามคนต้องออกไปทำข่าวในเขตของชาวบ้านในละแวกคุกตูลแสลง(เดิมคุกตูลแสลงเป็นโรงเรียนมัธยม ต่อมาพวกเขมรแดงได้เข้ายึดและเปลี่ยนสถานที่แห่งนี้เป็นเขตกักขัง ทรมาน เชลย และชาวบ้าน) ในการไปทำข่าวครั้งนี้เราจำต้องอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ที่ใกล้ตูลแสลงมากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน แต่ในขณะที่คำนึงถึงความสะดวกก็ต้องเป็นที่ที่ปลอดภัยด้วย ซึ่งระยะเวลาในการปฏิบัติงานยาวนานเท่าใดไม่ทราบได้

ด้วยความช่วยเหลือของพอลล์ หัวหน้าแคมป์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศทำให้เราได้ที่พักอยู่ในละแวกที่ปลอดภัยโดยการนำทางมาส่งโดยชาวเขมรที่ชื่อ ญองจวน ญองจวนนำเรามาพักไว้กับแม่ลูกคู่หนึ่งชื่อ ออนช และลูกสาวของเธอ อองญี ออนช ปฏิบัติกับเราอย่างดีตามอัตภาพ และด้วยความที่พวกเราคุ้นเคยกับความลำบากในการทำข่าวภาคสนามมาบ้างทำให้การต้อนรับของออนชประทับใจพวกเรามาก โดยทุกเช้าเธอจะเป็นคนหุงหาอาหารให้พวกเราเสมอ ถึงแม้ผมจะทราบจากญองจวนว่าออนชรับเงินจากแคมป์ของเรามาในจำนวนที่มากพอสมควรก็เถอะ แต่การปฏิบัตตัวของเธอกับลูกสาวต่อพวกเรานั้น ทำให้ผมลืมเรื่องที่ออนชถูกจ้างมาให้ดูแลและให้ที่พักแก่พวกเราเสียสิ้น

ออนชพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย เธอเคยเป็นครูสอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนตูลแสลงก่อนที่จะเข้าภาวะสงครามและตูลแสลงได้กลายเป็นคุกอยู่ตอนนี้ หลังจากโรงเรียนต้องปิดไปเธอจึงได้ย้ายมาอยู่ที่นี่จะเรียกว่าหมู่บ้านก็ไม่เชิงเพราะมีแค่ไม่ถึงสิบหลังคาเรือน เป็นบ้านมุงจากคล้ายกระท่อม เราพักอยู่ที่กระท่อมอีกหลังซึ่งญองจวนพาพรรคพวกมาสร้างไว้ให้พวกเราติดกับหลังของออนช ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคำสั่งจากพอลล์อีกเช่นเคย

นอกจากออนชแล้ว ลูกสาวของเธออองญี เธอเป็นเด็กหญิงอายุราว 5 ขวบเศษ หลังกลับจากทำข่าวในเวลากลางคืนจะมีผลไม้เตรียมไว้ให้พวกเรา ซึ่งออนชบอกว่าอองญีเป็นคนเก็บมาให้ เธอชอบพวกเรา และพวกเราก็ชอบอองญี โดยเฉพาะเจน อองญีกับเจนมักมีกิจกรรมกันบ่อยในเวลาว่างซึ่งผมกับสตีฟออกไปเก็บภาพและหาข่าวในละแวะคุกสตูล ผมเคยเห็นเจนกับอองญีช่วยกันทำกับข้าว ปอกผลไม้ ดูเหมือนเป็นแม่กับลูกกัน ผมเคยคิดอย่างนั้น

รอบคุกตูลแสลงเป็นเขตหวงห้ามและอันตรายมาก ถ้าหากถูกทหารเขมรแดงจับได้รับรองว่าคงไม่มีชีวิตรอดกลับออกมา

วันหนึ่งพวกเราสี่คน ผม เจน สตีฟและญองจวน ออกไปหาข่าวตามปกติ แต่วันนี้พิเศษตรงที่เราเข้าไปในป่าละแวกใกล้คุกสตูลมากเป็นพิเศษ และด้วยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ ผมจึงเพิ่มกระสุนและปืนพกประจำกายติดตัวไปด้วยอีกหนึ่งกระบอก และจัดไว้อีกชุดสำหรับเจน เจนไม่เคยใช้ปืนแต่เคยหัดยิงมาบ้าง อย่างไรก็ตามแต่ผมก็ยังให้เธอพกไว้เผื่อฉุกเฉิน ส่วนสตีฟนั้นเคยเป็นทหารมาก่อนเค้าจึงพกปืนกระบอกเดียวและดาบขนาด 12 นิ้วอีกเพียงเล่มเดียวเท่านั้น

เราเดินเข้าไปในป่ารกสูงชันโดยมีญองจวนเป็นผู้นำทางเป็นเวลานานเพื่อเก็บภาพอาณาบริเวณ และซากศพ แต่ในใจของผมเองลึกๆที่เจนและสตีฟไม่รู้นั่นคือ ผมเริ่มเบื่อหน่ายที่เจอแต่ภาพซากศพ สำหรับผมแล้วการถ่ายภาพในสนามรบไม่ใช่แบบนี้ เสี้ยววินาทีแห่งความตาย ภาพเพียงภาพเดียวจะทำให้ผมดังกระฉ่อนโลก ผมต้องการมัน ...

" ชู่วว ... " เสียงญองจวนบอกนำให้เราทั้งสามคนหยุดและนั่งลง
เมื่อผมมองไปข้างหน้า เห็นกลุ่มทหารเขมรแดงสี่ถึงห้านายกำลังเดินลาดตระเวณอยู่เบื้องหน้าซึ่งเป็นสวนมะพร้าว กลุ่มของเราเดินมาจากทางหญ้าสูง ดังนั้นเมื่อนั่งยองลงจึงเป็นไปได้ที่ทหารพวกนั้นจะไม่เห็นเรา สตีฟ เจนและญองจวนนั่งเงียบ เหงื่อกาฬแตกพรูกลัวว่าจะถูกทหารเขมรจับได้ ส่วนผมนั้นกลัวในทีแรกครั้นเมื่อนั่งนานไปเกิดอาการสงสัย จึงได้นำกล้องและติดเลนส์ซูมขนาดใหญ่แหวกพงหญ้าอย่างเบาซูมเข้าหากลุ่มทหาร มองเห็นอาวุธครบมือและด้านหลังของทหารเหล่านั้นผมเห็นทหารอีกกลุ่มใหญ่กำลังเดินมาสมทบ ผมรีบลดกล้องลงและพลุบตัวเข้ามาในพงหญ้าตามเดิม และบอกสตีฟว่าวันนี้คงไม่ดีนักถ้าเราจะเข้าไปหาข่าวใกล้กว่านี้ดูเหมือนว่าทหารเขมรแดงจะออกลาดตระเวณอย่างหนักเนื่องจากจำนวนทหารที่ผมเห็นเมื่อสักครู่ และหลังจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงรถอีกหลายคันวิ่งตามมา พวกเราจึงยังหลบตัวอยู่ในพงหญ้านั่นเอง

เวลาผ่านไปนาน พวกเราแน่ใจว่าทหารพวกนั้นเคลื่อนไปทางอื่นแล้วเราจึงออกมา และเดินทางกลับหมู่บ้านอย่างหมดอาลัยตายอยากเนื่องจากออกไปทำข่าวและไม่มีข่าวกลับมาทั้งยังเกือบตายอีกด้วย ญองจวนนั้นพูดกับผมมาตลอดทางเกี่ยวกับการลาดตระเวณของทหารเขมรแดงในวันนี้อย่างแปลกใจ เนื่องจากไม่เคยเห็นทหารเขมรแดงออกลาดตระเวณมากมายขนาดนี้ แถมยังมีรถจี๊ฟออกร่วมปฏิบัติการด้วย

ใกล้จะถึงเขตหมู่บ้านแล้ว เราต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงปืนและระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวในระยะไม่ถึงกิโลเมตรข้างหน้า

ตูมมมม!!!

" หมู่บ้าน !!! " ญองจวนตะโกนเสียงดัง
" ผมว่าแล้วว่ามันต้องออกลาดตระเวณระยะไกล ไอ้ทหารชั่วพวกนี้มันเตรียมออกจับเชลยศึกและชาวบ้านไปทรมานและฆ่า มันจะกวาดล้างพวกที่ต่อต้านมัน " ญองจวน
พูดยังไม่ทันจบก็วิ่งรุดนำหน้าพวกเราไปทางหมู่บ้าน

เมื่อถึงหมู่บ้านญองจวนได้แยกตัวออกไปตามหาครอบครัวของเขา เราสามคนก็ออกตามหาออนชและอองญี

สภาพหมู่บ้านมีเพลิงไหม้เนื่องจากไฟและระเบิด มีคนล้มตายอยู่ตามทางหลายคน สตีฟและเจนวิ่งนำหน้าผม ส่วนผมห่วงการเก็บภาพจึงได้ถ่ายภาพชาวบ้านที่ตายไว้จำนวนหนึ่งซึ่งบางคนก็เคยให้ความช่วยเหลือผมขณะที่พักอยู่ที่นี่และบางคนก็ไม่รู้จัก พวกเรารีบออกตามหาออนชและอองญี ตามทางในหมู่บ้านผมมองไม่พบศพของออนชหรือแม้แต่อองญีเลย ถ้าหากเธอทั้งสองตายก็ต้องเจอศพ แต่นี่ไม่ เราจึงออกวิ่งกันต่อเข้าไปทางสวนมะพร้าวหลังหมู่บ้านซึ่งค่อนข้างมีต้นหญ้ารกชัฎ

เราค่อยคืบเข้าไปทางกระท่อมหลังสวนเพราะได้ยินเสียงปืนดังขึ้น โดยหลบหมอบคลานเข้าไป เบื้องหน้าเป็นกระท่อมหลังสวนผมเห็นกลุ่มทหารเขมรแดงกำลังจับกลุ่มบางคนถือปืน บางคนถือมีดดาบ

ผมต้องตะลึงเมื่อเห็นทหารเขมรแดงกำลังข่มขืนหญิงชาวบ้านหลายคน หนึ่งในนั้นคือออนช! และมีผู้หญิงคนหนึ่งหมอบแน่นิ่งมีเลือดไหลออกจากศีรษะ ผมเดาเอาว่าต้องเป็นเสียงปืนนัดเมื่อสักครู่นี้แน่ พวกมัน ... ข่มขืนและฆ่า ...

" ไอ้ระยำ .. "

พลันความคิดก็วาบเข้ามา ...
" นี่สิ จังหวะดีแล้ว เราจะได้ภาพเสี้ยววินาทีแห่งความตายมาแล้ว เอาเลย ตั้งกล้องเลยไคลน์ ตั้งกล้องแล้วจับภาพความตายของผู้หญิงเหล่านั้น " ในตอนนี้ความคิดผมมีเท่านี้ ผมรู้สึกว่าใช่และเริ่มทำตามความคิดตัวเองในบัดดล ผมตั้งกล้องและซูมไปยังกลุ่มหญิงสาวที่ถูกข่มขืนอยู่และรอ ... รอ วินาทีที่ทหารพวกนั้นจะยิงปืนใส่ขมับของพวกเธอ
" ฮ่าๆๆ ผมจะได้มันมาแล้ว ฮ่าๆๆ " เสียงในจิดใจของผมหัวเราะดังขึ้น แต่สถานการณ์รอบข้างหาเป็นเช่นนั้นไม่ สตีฟกับเจนอยู่ในอาการตึงเครียดมาก เจนถึงกับน้ำตาไหลและเหงื่อออกมาก ผมเห็นเธอกำมือแน่น แต่สำหรับผม ผมจะได้มันมาแล้ว ...

ผมเล็งกล้องไปที่ออนช ซูมและเห็นเธฮกำลังถูกข่มขืนอยู่บนแคร่ไม้ข้างกระท่อมนั้นเอง ซึ่งรอบด้านถูกล้อมไว้ด้วยทหารเขมรแดงหลายนาย ข้างแคร่ไม้นั้นผมเห็นอองญีถูกจับยืนอยู่ด้วย ทหารคนนั้นพลักออนชคว่ำหน้าล้มลงหลังจากมันเสร็จกามกิจเดียรัจฉานของมัน อองญีร้องไห้เสียงดัง และทหารคนเดิมนั่นเองกำลังง้างนกของปืนพกเตรียมยิงเข้าที่หัวของออนช

เหมือนโลกหยุดเฉียบพลัน ผมดีใจแทบบ้า ผมจะได้มันมาแล้ว...

เจนจับผมเขย่าบอกให้เข้าไปช่วยออนช ผมนิ่งเฉยตาประทับอยู่ที่กล้อง เจนเรียกผมหลายทีมาก ผมไม่อยากออกไป ทั้งกลัวตายและอยากเก็บภาพที่ชั่วชีวิตนี้จะหาได้สักครั้ง
"มันกำลังจะยิงแล้ว" ผมนึกในใจ
แล้วสายตาที่มองผ่านกล้องที่ถูกบีบด้วยขอบเลนส์ก็มองเห็นเจนถือปืนพกวิ่งออกไปยังกลุ่มทหาร ...

เฮ้ย!!!!!!!

ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!
















โปรดติดตามตอนต่อไป