คุณเชื่อเรื่องกลับชาติมาเกิดไหม ...
ท่ามกลางสงครามร้อนระอุในกัมพูชา(Cambodia) สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมร(Killing Field)ที่เกิดขึ้นภายไต้การบัญชาการของแกนนำเขมรแดง การพัดพราก น้ำตา ความตายและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วทุกอณูของแผ่นดินนี้ แผ่นดินกัมพูชา ...
ผมมาประจำอยู่ที่นี่ได้ประมาณหกเดือน เพื่อทำงานให้กับรัฐบาลโดยเป็นอาสาสมัครในการเข้ามาเก็บภาพข่าวและความเคลื่อนไหวในสมรภูมิรบกัมพูชา ผมรักงานนี้ รักการได้ถ่ายภาพเสี้ยววินาทีของความตาย
ถึงจะต้องลำบาก หรือมีชีวิตอยู่บนความเสี่ยงกับความตายในสนามรบผมก็ยอม และการที่ผมมายืนถ่ายภาพอยู่ที่กัมพูชานี่ได้ก็เป็นเพราะความสมัครใจของผมเองด้วย ผมมีความสุขที่จะได้ถ่ายภาพ โดยเฉพาะภาพต่างๆในสมรภูมิ
" ไคลน์ เอ้า..นี่ฟิล์ม " เจนยื่นฟิลม์และอุปกรณ์การถ่ายภาพให้ผม หลังจากที่เธอถอดทำความสะอาดอุปกรณ์กล้องเสร็จเรียบร้อย เจนเป็นเพื่อนร่วมงานของผม เธอทำงานเกี่ยวกับการเขียนและเรียบเรียงบทความในการสงครามเพื่อส่งรายงานให้กับสำนักข่าวที่อเมริกา ที่จริงในทีมของเรามีกันอยู่ 4 คนคือผม เจน สตีฟ และวิลล์ สตีฟเป็นตากล้องวิดิโอส่วนวิลล์จะเป็นฝ่ายประสานงานซึ่งประจำอยู่ในแคมป์ของเรา ซึ่งเป็นแคมป์รวมของนักข่าวต่างประเทศมาจากหลายที่ ดังนั้นเวลาออกภาคสนามจะมีผม เจน และสตีฟไปด้วยกัน ผมกับเจนค่อนข้างสนิทสนมกันอันเนื่องมาจากเป็นคนในวงการข่าวอยู่ในรัฐเดียวกัน ดังนั้นเมื่อมาอยู่ที่นี่ในช่วงแรก เราจึงค่อนข้างพึ่งพาซึ่งกันและกันมาก ผมกำลังจะบอกว่านอกจากเธอจะเป็นนักเขียนข่าว เธอยังเป็นผู้ช่วยและคนรักของผม
ครั้งหนึ่งเราทั้งสามคนต้องออกไปทำข่าวในเขตของชาวบ้านในละแวกคุกตูลแสลง(เดิมคุกตูลแสลงเป็นโรงเรียนมัธยม ต่อมาพวกเขมรแดงได้เข้ายึดและเปลี่ยนสถานที่แห่งนี้เป็นเขตกักขัง ทรมาน เชลย และชาวบ้าน) ในการไปทำข่าวครั้งนี้เราจำต้องอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ที่ใกล้ตูลแสลงมากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน แต่ในขณะที่คำนึงถึงความสะดวกก็ต้องเป็นที่ที่ปลอดภัยด้วย ซึ่งระยะเวลาในการปฏิบัติงานยาวนานเท่าใดไม่ทราบได้
ด้วยความช่วยเหลือของพอลล์ หัวหน้าแคมป์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศทำให้เราได้ที่พักอยู่ในละแวกที่ปลอดภัยโดยการนำทางมาส่งโดยชาวเขมรที่ชื่อ ญองจวน ญองจวนนำเรามาพักไว้กับแม่ลูกคู่หนึ่งชื่อ ออนช และลูกสาวของเธอ อองญี ออนช ปฏิบัติกับเราอย่างดีตามอัตภาพ และด้วยความที่พวกเราคุ้นเคยกับความลำบากในการทำข่าวภาคสนามมาบ้างทำให้การต้อนรับของออนชประทับใจพวกเรามาก โดยทุกเช้าเธอจะเป็นคนหุงหาอาหารให้พวกเราเสมอ ถึงแม้ผมจะทราบจากญองจวนว่าออนชรับเงินจากแคมป์ของเรามาในจำนวนที่มากพอสมควรก็เถอะ แต่การปฏิบัตตัวของเธอกับลูกสาวต่อพวกเรานั้น ทำให้ผมลืมเรื่องที่ออนชถูกจ้างมาให้ดูแลและให้ที่พักแก่พวกเราเสียสิ้น
ออนชพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย เธอเคยเป็นครูสอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนตูลแสลงก่อนที่จะเข้าภาวะสงครามและตูลแสลงได้กลายเป็นคุกอยู่ตอนนี้ หลังจากโรงเรียนต้องปิดไปเธอจึงได้ย้ายมาอยู่ที่นี่จะเรียกว่าหมู่บ้านก็ไม่เชิงเพราะมีแค่ไม่ถึงสิบหลังคาเรือน เป็นบ้านมุงจากคล้ายกระท่อม เราพักอยู่ที่กระท่อมอีกหลังซึ่งญองจวนพาพรรคพวกมาสร้างไว้ให้พวกเราติดกับหลังของออนช ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคำสั่งจากพอลล์อีกเช่นเคย
นอกจากออนชแล้ว ลูกสาวของเธออองญี เธอเป็นเด็กหญิงอายุราว 5 ขวบเศษ หลังกลับจากทำข่าวในเวลากลางคืนจะมีผลไม้เตรียมไว้ให้พวกเรา ซึ่งออนชบอกว่าอองญีเป็นคนเก็บมาให้ เธอชอบพวกเรา และพวกเราก็ชอบอองญี โดยเฉพาะเจน อองญีกับเจนมักมีกิจกรรมกันบ่อยในเวลาว่างซึ่งผมกับสตีฟออกไปเก็บภาพและหาข่าวในละแวะคุกสตูล ผมเคยเห็นเจนกับอองญีช่วยกันทำกับข้าว ปอกผลไม้ ดูเหมือนเป็นแม่กับลูกกัน ผมเคยคิดอย่างนั้น
รอบคุกตูลแสลงเป็นเขตหวงห้ามและอันตรายมาก ถ้าหากถูกทหารเขมรแดงจับได้รับรองว่าคงไม่มีชีวิตรอดกลับออกมา
วันหนึ่งพวกเราสี่คน ผม เจน สตีฟและญองจวน ออกไปหาข่าวตามปกติ แต่วันนี้พิเศษตรงที่เราเข้าไปในป่าละแวกใกล้คุกสตูลมากเป็นพิเศษ และด้วยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ ผมจึงเพิ่มกระสุนและปืนพกประจำกายติดตัวไปด้วยอีกหนึ่งกระบอก และจัดไว้อีกชุดสำหรับเจน เจนไม่เคยใช้ปืนแต่เคยหัดยิงมาบ้าง อย่างไรก็ตามแต่ผมก็ยังให้เธอพกไว้เผื่อฉุกเฉิน ส่วนสตีฟนั้นเคยเป็นทหารมาก่อนเค้าจึงพกปืนกระบอกเดียวและดาบขนาด 12 นิ้วอีกเพียงเล่มเดียวเท่านั้น
เราเดินเข้าไปในป่ารกสูงชันโดยมีญองจวนเป็นผู้นำทางเป็นเวลานานเพื่อเก็บภาพอาณาบริเวณ และซากศพ แต่ในใจของผมเองลึกๆที่เจนและสตีฟไม่รู้นั่นคือ ผมเริ่มเบื่อหน่ายที่เจอแต่ภาพซากศพ สำหรับผมแล้วการถ่ายภาพในสนามรบไม่ใช่แบบนี้ เสี้ยววินาทีแห่งความตาย ภาพเพียงภาพเดียวจะทำให้ผมดังกระฉ่อนโลก ผมต้องการมัน ...
" ชู่วว ... " เสียงญองจวนบอกนำให้เราทั้งสามคนหยุดและนั่งลง
เมื่อผมมองไปข้างหน้า เห็นกลุ่มทหารเขมรแดงสี่ถึงห้านายกำลังเดินลาดตระเวณอยู่เบื้องหน้าซึ่งเป็นสวนมะพร้าว กลุ่มของเราเดินมาจากทางหญ้าสูง ดังนั้นเมื่อนั่งยองลงจึงเป็นไปได้ที่ทหารพวกนั้นจะไม่เห็นเรา สตีฟ เจนและญองจวนนั่งเงียบ เหงื่อกาฬแตกพรูกลัวว่าจะถูกทหารเขมรจับได้ ส่วนผมนั้นกลัวในทีแรกครั้นเมื่อนั่งนานไปเกิดอาการสงสัย จึงได้นำกล้องและติดเลนส์ซูมขนาดใหญ่แหวกพงหญ้าอย่างเบาซูมเข้าหากลุ่มทหาร มองเห็นอาวุธครบมือและด้านหลังของทหารเหล่านั้นผมเห็นทหารอีกกลุ่มใหญ่กำลังเดินมาสมทบ ผมรีบลดกล้องลงและพลุบตัวเข้ามาในพงหญ้าตามเดิม และบอกสตีฟว่าวันนี้คงไม่ดีนักถ้าเราจะเข้าไปหาข่าวใกล้กว่านี้ดูเหมือนว่าทหารเขมรแดงจะออกลาดตระเวณอย่างหนักเนื่องจากจำนวนทหารที่ผมเห็นเมื่อสักครู่ และหลังจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงรถอีกหลายคันวิ่งตามมา พวกเราจึงยังหลบตัวอยู่ในพงหญ้านั่นเอง
เวลาผ่านไปนาน พวกเราแน่ใจว่าทหารพวกนั้นเคลื่อนไปทางอื่นแล้วเราจึงออกมา และเดินทางกลับหมู่บ้านอย่างหมดอาลัยตายอยากเนื่องจากออกไปทำข่าวและไม่มีข่าวกลับมาทั้งยังเกือบตายอีกด้วย ญองจวนนั้นพูดกับผมมาตลอดทางเกี่ยวกับการลาดตระเวณของทหารเขมรแดงในวันนี้อย่างแปลกใจ เนื่องจากไม่เคยเห็นทหารเขมรแดงออกลาดตระเวณมากมายขนาดนี้ แถมยังมีรถจี๊ฟออกร่วมปฏิบัติการด้วย
ใกล้จะถึงเขตหมู่บ้านแล้ว เราต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงปืนและระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวในระยะไม่ถึงกิโลเมตรข้างหน้า
ตูมมมม!!!
" หมู่บ้าน !!! " ญองจวนตะโกนเสียงดัง
" ผมว่าแล้วว่ามันต้องออกลาดตระเวณระยะไกล ไอ้ทหารชั่วพวกนี้มันเตรียมออกจับเชลยศึกและชาวบ้านไปทรมานและฆ่า มันจะกวาดล้างพวกที่ต่อต้านมัน " ญองจวน
พูดยังไม่ทันจบก็วิ่งรุดนำหน้าพวกเราไปทางหมู่บ้าน
เมื่อถึงหมู่บ้านญองจวนได้แยกตัวออกไปตามหาครอบครัวของเขา เราสามคนก็ออกตามหาออนชและอองญี
สภาพหมู่บ้านมีเพลิงไหม้เนื่องจากไฟและระเบิด มีคนล้มตายอยู่ตามทางหลายคน สตีฟและเจนวิ่งนำหน้าผม ส่วนผมห่วงการเก็บภาพจึงได้ถ่ายภาพชาวบ้านที่ตายไว้จำนวนหนึ่งซึ่งบางคนก็เคยให้ความช่วยเหลือผมขณะที่พักอยู่ที่นี่และบางคนก็ไม่รู้จัก พวกเรารีบออกตามหาออนชและอองญี ตามทางในหมู่บ้านผมมองไม่พบศพของออนชหรือแม้แต่อองญีเลย ถ้าหากเธอทั้งสองตายก็ต้องเจอศพ แต่นี่ไม่ เราจึงออกวิ่งกันต่อเข้าไปทางสวนมะพร้าวหลังหมู่บ้านซึ่งค่อนข้างมีต้นหญ้ารกชัฎ
เราค่อยคืบเข้าไปทางกระท่อมหลังสวนเพราะได้ยินเสียงปืนดังขึ้น โดยหลบหมอบคลานเข้าไป เบื้องหน้าเป็นกระท่อมหลังสวนผมเห็นกลุ่มทหารเขมรแดงกำลังจับกลุ่มบางคนถือปืน บางคนถือมีดดาบ
ผมต้องตะลึงเมื่อเห็นทหารเขมรแดงกำลังข่มขืนหญิงชาวบ้านหลายคน หนึ่งในนั้นคือออนช! และมีผู้หญิงคนหนึ่งหมอบแน่นิ่งมีเลือดไหลออกจากศีรษะ ผมเดาเอาว่าต้องเป็นเสียงปืนนัดเมื่อสักครู่นี้แน่ พวกมัน ... ข่มขืนและฆ่า ...
" ไอ้ระยำ .. "
พลันความคิดก็วาบเข้ามา ...
" นี่สิ จังหวะดีแล้ว เราจะได้ภาพเสี้ยววินาทีแห่งความตายมาแล้ว เอาเลย ตั้งกล้องเลยไคลน์ ตั้งกล้องแล้วจับภาพความตายของผู้หญิงเหล่านั้น " ในตอนนี้ความคิดผมมีเท่านี้ ผมรู้สึกว่าใช่และเริ่มทำตามความคิดตัวเองในบัดดล ผมตั้งกล้องและซูมไปยังกลุ่มหญิงสาวที่ถูกข่มขืนอยู่และรอ ... รอ วินาทีที่ทหารพวกนั้นจะยิงปืนใส่ขมับของพวกเธอ
" ฮ่าๆๆ ผมจะได้มันมาแล้ว ฮ่าๆๆ " เสียงในจิดใจของผมหัวเราะดังขึ้น แต่สถานการณ์รอบข้างหาเป็นเช่นนั้นไม่ สตีฟกับเจนอยู่ในอาการตึงเครียดมาก เจนถึงกับน้ำตาไหลและเหงื่อออกมาก ผมเห็นเธอกำมือแน่น แต่สำหรับผม ผมจะได้มันมาแล้ว ...
ผมเล็งกล้องไปที่ออนช ซูมและเห็นเธฮกำลังถูกข่มขืนอยู่บนแคร่ไม้ข้างกระท่อมนั้นเอง ซึ่งรอบด้านถูกล้อมไว้ด้วยทหารเขมรแดงหลายนาย ข้างแคร่ไม้นั้นผมเห็นอองญีถูกจับยืนอยู่ด้วย ทหารคนนั้นพลักออนชคว่ำหน้าล้มลงหลังจากมันเสร็จกามกิจเดียรัจฉานของมัน อองญีร้องไห้เสียงดัง และทหารคนเดิมนั่นเองกำลังง้างนกของปืนพกเตรียมยิงเข้าที่หัวของออนช
เหมือนโลกหยุดเฉียบพลัน ผมดีใจแทบบ้า ผมจะได้มันมาแล้ว...
เจนจับผมเขย่าบอกให้เข้าไปช่วยออนช ผมนิ่งเฉยตาประทับอยู่ที่กล้อง เจนเรียกผมหลายทีมาก ผมไม่อยากออกไป ทั้งกลัวตายและอยากเก็บภาพที่ชั่วชีวิตนี้จะหาได้สักครั้ง
"มันกำลังจะยิงแล้ว" ผมนึกในใจ
แล้วสายตาที่มองผ่านกล้องที่ถูกบีบด้วยขอบเลนส์ก็มองเห็นเจนถือปืนพกวิ่งออกไปยังกลุ่มทหาร ...
เฮ้ย!!!!!!!
ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!
โปรดติดตามตอนต่อไป